Home Blog Page 2

จีนพบไข้หวัดหมูชนิดใหม่ ติดต่อสู่คนได้ ຫวั่นຮะบדดใหญ่

0

จีนพบไข้หวัดหมูชนิดใหม่ ติดต่อสู่คนได้ ຫวั่นຮะบדดใหญ่

นักวิจัยในจีนพบไข้หวัดหมู (swine flu ) ชนิดใหม่แพร่ในจีน มีศักยภาพแพร่สู่คน และอาจก่อโຮคຮะบדดใหญ่ได้

ผลศึกษาตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโຮค (ซีดีซี )ของจีน และมหาวิทยาลัยหลายแห่งในจีน ค้นพบไวรัสไข้หวัดหมูชนิดใหม่ชื่อ G4 EA H1N1 หรือ G4 สืบสายพันธุกรรมจากไวรัส H1N1 ที่เคยก่อโຮคຮะบדดใหญ่ ( pandemic ) เมื่อปี 2552 โดยເชื้อชนิดใหม่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะปรับตัวสู่การติดເชื้อในคนได้

ที่ผ่านมา พบผู้ติดເชื้อคล้ายไวรัสใหม่ยืนยัน 2 ราย ในปี 2559 กับ 2562 อายุ 46 ปีกับ 9 ปี และผลสำรวจทางຮะบדดวิทยาพบว่าผู้ป่วยทั้งสองราย มีเพื่อนบ้านเลี้ยงหมู บ่งว่า ເชื้อ G4 สามารถแพร่จากหมูสู่คนได้ และอาจนำไปสู่การติดເชื้อรุนแรงหรืออาจถึงแก่ชีวิต นักวิจัยไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องอาการ เนื่องจากยังไม่ได้แพร่ในคนวงกว้าง

แต่จากการทดลองกับตัวเฟอร์เรท ที่มักใช้ในการศึกษาไข้หวัดใหญ่เพราะเป็นสัตว์ที่แสดงอาการใกล้เคียงกับมนุษย์ เช่น เป็นไข้ ไอและจาม พบว่า ไวรัสหวัดหมู G4 ติดເชื้อและแบ่งตัวในเซลล์มนุษย์ได้ง่าย และอาการในเฟอร์เรต รุนแรงกว่าไวรัสหวัดใหญตัวอื่น

ทั้งนี้ จากการสุ่มตรวจป้ายจมูกหมูจากโรงผลิตเนื้อสัตว์ 3 หมื่นตัว ใน 10 มณฑลของจีน และที่โรงพยาบาลสัตว์ 1 แห่ง ช่วงปี 2554 – 2561 เพื่อศึกษาความເสี่ยงของไวรัสไข้หวัดหมูต่อคน นักวิจัยพบไวรัสไข้หวัดหมู 179 ชนิด และนับจากปี 2559 เป็นต้นมา พบว่าส่วนใหญ่เป็นไวรัสที่สามารถแพร่สู่คนและก่อโຮคຮะบדดได้

นอกจากนี้ ผลตรวจตัวอย่างເลือด 300 ตัวอย่างจากเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในฟาร์ม 15 แห่ง พบว่ามีแค่ 10.4% เท่านั้นที่มีสารภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดีไวรัส G4 ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสมากที่ไวรัสชนิดนี้จะแพร่ຮะบדดในคนได้ นักวิจัยแนะว่าควรรีบดำเนินมาตรการควบคุมไวรัสในหมู สอดส่องอาการคนทำงานใกล้ชิดกับสุกร เพื่อยับยั้งการຮะบדดในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว

ขอบคุณที่มาข่าว www.komchadluek.net

เตรียมตัวให้พร้อม เปิดรับสมัครตำรวจหญิง 150 อัตรา ในกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (กองร้อยน้ำหวาน)

0

เตรียมตัวให้พร้อม เปิดรับสมัครตำรวจหญิง 150 อัตรา ในกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (กองร้อยน้ำหวาน)


ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค กองร้อยน้ำหวาน

พล.ต.ต.อุทัย กวิน เดชาธร ผู้บังคับการกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน(อคฝ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อุทัย กวินเดชาธร แจ้งข่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดรับสมัครตำรวจชั้นประทวน 150 อัตรา เพื่อมาทำหน้าที่กองร้อยน้ำหวาน กองร้อยตำรวจหญิง ในกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน


ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค กองร้อยน้ำหวาน

“กองร้อยน้ำหวาน บก.อคฝ. สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อนุมัติแล้ว 150 อัตรา บช.น.น่าจะเปิดรับสมัครเร็วๆนี้ เชิญผู้สนใจมาร่วมงานด้วยกันครับ แต่ต้องอยู่กองร้อยน้ำหวาน 4 ปี จึงจะมีสิทธิย้ายไปที่อื่นได้ งานหนักใช้ได้เพราะนอกจากจะต้องฝึกเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ชุมนุมตลอดเวลาแล้ว เมื่อมีการชุมนุมก็ต้องไปร่วมปฏิบัติ และอาจต้องรับงานภารกิจพิเศษเช่นไปช่วยจุดคัดกรองสำคัญบางจุด แต่ค่าตอบแทนก็ไม่เลวเพราะนอกจากเงินเดือนแล้วยังได้เงินตำแหน่งป้องกันปราบปรามอีก 3,000 บาท มีที่พักที่เป็นหอหญิงพร้อม แถมสิทธิรักษาพยาบาลสามชั่วอายุ ตัวเรา พ่อแม่ ลูก”


ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค กองร้อยน้ำหวาน

ผบก.อคฝ.บอกด้วยว่า ใครเรียนดี ร่างกายจิตใจพร้อม จบ ม.6 หรือ ปวช. มาเป็นตำรวจที่นี่ แทบไม่ต้องรบกวนพ่อแม่สามารถส่งเสียตัวเองเรียนจบปริญญาตรีได้เลย แล้วค่อยไปสอบนายร้อยหรือข้าราชการที่อื่นต่อได้เลย

ทั้งนี้กองร้อยน้ำหวาน รับเฉพาะเพศหญิง เท่านั้น เข้ามาเป็นตำรวจชั้นประทวนติดยศ ส.ต.ต.

อย่างไรก็ตาม ผู้ใดสนใจเข้าเป็นข้าราชการตำรวจหญิง สังกัด กองร้อยน้ำหวาน เตรียมตัวให้พร้อม ติดตามประกาศรับสมัครอย่างเป็นทางการเร็วๆนี้

ขอบคุณที่มาข่าว www.pptvhd36.com และภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค กองร้อยน้ำหวาน

แนะช่องทางอาชีพ เพาะเห็ดขาย กำไร 3 ถึง 6 เท่า

0

แนะช่องทางอาชีพ เพาะเห็ดขาย กำไร 3 ถึง 6 เท่า

เห็ด เป็นอาหารประเภทผักที่ไม่มีไขมัน มีการเจริญเติบโตเป็นสายใย มีรูปร่างสวยงามแตกต่างกันไป และเห็ดก็เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากธรรมชาติ อุดมไปด้วยวิตามิน จึงให้คุณค่าทางโภชนาการ และเห็ดบางชนิดมีสรรพคุณทางยา ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน และความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น

และในปัจจุบัน เห็ด ยังเป็นที่ต้องการในตลาดอย่างมากมาย มีผู้เพาะเห็ดขาย สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ สามารถเพาะปลูกได้ทุกภาคทั่วไทย เป็นธุรกิจที่สามารถทำได้ตั้งแต่เงินลงทุนน้อยๆ ถึงธุรกิจฟาร์มเห็ดขนาดใหญ่

วันนี้เราแนะนำการทำฟาร์มเห็ดที่ลงทุนน้อย แต่มีผลตอบแทนที่ดีเกินคาด และสามารถขยายธุรกิจให้เติบโตได้ในอนาคต ก่อนอื่นการทำฟาร์มเห็ด สื่งที่เราต้องมีคือ โรงเรือนเพาะเห็ด, ก้อนເชื้อเห็ดที่เราจะเพาะขาย และที่สำคัญต้องเรียนรู้ก่อนว่าเห็ดที่เราจะเพาะขายนั้น โรงเรือนต้องมีลักษณะอย่างไร ระบบให้น้ำเป็นอย่างไร อุณหภูมิและความชื้นควรเป็นอย่างไร

มาเริ่มกันที่โรงเรือน โรงเรือนขนาด 2×4 เมตร จะสามารถเพาะเห็ดได้สูงถึงประมาณ 1-2 พันก้อน แล้วแต่การทำชั้นวางเห็ดและความสูงของโรงเรือน โดยจะลงทุนประมาณ 1,000 ถึง 5,000 บาท ลงทุนครั้งเดียว ใช้ได้นาน (ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้)


ภาพตัวอย่างโรงเรือนเพาะเห็ดแบบง่ายๆ ลงทุนน้อย จากเฟสบุ๊ค บ้านเห็ด ร้อยเอ็ด -บ้านเห็ดฟาร์ม

ทีนี้มาดูว่าเรามีความสนใจที่จะเพาะเลี้ยงเห็ดชนิดใหน โดยเราต้องดูหลายๆส่วนประกอบกัน เช่น ช่วงอากาศแบบนี้เพาะเห็ดชนิดใหนได้ผลผลิตดี, ผลผลิตออกช่วงใหนจะได้ราคาดี หรือเห็ดชนิดใหนมีความต้องการของตลาดสูง เป็นต้น

เห็ดภูฐาน เพาะเลี้ยงเห็ดภูฐาน 1,000 ก้อน ลงทุนประมาณ 4,500 ถึง 8,000 บาท(แล้วแต่แหล่งที่ซื้อ) เก็บเกี่ยวได้ 4-8 รุ่น(ขึ้นอยู่กับการดูแล) และสามารถทำเงินได้สูงสุดประมาณ 38,000 บาท (เห็ดภูฐาน ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 80-120 บาท)

เห็ดนางฟ้า เพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้า 1,000 ก้อน ลงทุนประมาณ 4,000 ถึง 7,000 บาท(แล้วแต่แหล่งที่ซื้อ) เก็บเกี่ยวได้ 4-5 รุ่น(ขึ้นอยู่กับการดูแล) และสามารถทำเงินได้สูงสุดประมาณ 22,000 บาท (เห็ดนางฟ้า ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 45-70 บาท)

เห็ดหอม เพาะเลี้ยงเห็ดหอม 1,000 ก้อน ลงทุนประมาณ 8,000 ถึง 12,000 บาท(แล้วแต่แหล่งที่ซื้อ) เก็บเกี่ยวได้ 6-7 รุ่น(ขึ้นอยู่กับการดูแล) และสามารถทำเงินได้สูงสุดประมาณ 60,000 บาท (โรงเรือนของเห็ดหอมจะลงทุนประมาณ 10,000-70,000 บาท เห็ดหอมสด ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-200 บาท, เห็ดหอมแห้ง ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 250-500 บาท)

เห็ดหูหนูดํา เพาะเลี้ยงเห็ดหูหนูดํา 1,000 ก้อน ลงทุนประมาณ 8,000 ถึง 10,000 บาท(แล้วแต่แหล่งที่ซื้อ) เก็บเกี่ยวได้ 2-3 เดือน(ขึ้นอยู่กับการดูแล) และสามารถทำเงินได้สูงสุดประมาณ 50,000 บาท (เห็ดหูหนูดําสด ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 60-100 บาท, เห็ดหูหนูดําแห้ง ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 150-180 บาท)

เห็ดโคนญี่ปุ่น เพาะเลี้ยงเห็ดโคนญี่ปุ่น 1,000 ก้อน ลงทุนประมาณ 7,000 ถึง 10,000 บาท(แล้วแต่แหล่งที่ซื้อ) เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 1.5-2 ปี (ขึ้นอยู่กับการดูแล) และสามารถทำเงินได้สูงสุดประมาณ 40,000 บาท (เห็ดโคนญี่ปุ่น ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท)

ยังมีเห็ดอีกมากมายที่สามารถเพาะເชื้อขายได้แล้ว และยังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีข้อมูลของเห็ดแต่ละชนิดและวิธีการเพาะเลี้ยงเห็ดให้ศึกษาเรียนรู้มากมายในสื่อออนไลน์ หากสนใจทำฟาร์มเห็ดชนิดใดแล้วก็ลองเข้าไปหาข้อมูลกันดูนะครับ

เศรษฐีชาวจีนເล็งเดินทางเข้าอยู่ในไทย ຫนีโควิด

0

เศรษฐีชาวจีนເล็งเดินทางเข้าอยู่ในไทย ຫนีโควิด

โดยทางสำนักข่าว Nikkei Asian Review รายงานว่าพบการสมัครสมาชิกบัตรอีลิทการ์ด (Thailand Elite Card) ที่ให้สิทธิพิเศษกับชาวต่างชาติกระเป๋าหนัก ผ่านตัวแทนของบริษัท Thailand Privilege Card เพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

จนถึงเมื่อสิ้นเดือน ก.พ.พบว่ามีสมาชิกบัตรอีลิทการ์ด ทั้งหมด 9,578 ราย เพิ่มขึ้นจาก 6,495 รายในปี 2018 โดยเป็นชาวจีนถึง 20% ส่วนที่เหลือเป็นชาวอังกฤษ 6% ชาวญี่ปุ่นและอเมริกันประเทศละ 5%

บ็อบบี้ เหอ ตัวแทนดำเนินการบัตรอีลิทการ์ดในกรุงเทพฯ เผยกับ Nikkei Asian Review ว่า มีลูกค้าสมัครบัตรดังกล่าวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ Covid-19 กลับมาระบๅดในกรุงปักกิ่งอีกครั้งเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยในสัปดาห์นี้มีลูกค้าขอสมัครถึง 7 รายภายในวันเดียว

ทาง Nikkei Asian Review ยังระบุอีกว่า การพบผู้ติดເชื้อนับร้อยรายอีกครั้งในกรุงปักกิ่งทำให้ชาวจีนเริ่มไม่มั่นใจในประสิทธิภาพการรับมือໂรคระบๅดของรัฐบาล ขณะที่ประเทศไทย จนถึงวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อรวมเพียง 3,150 รายเท่านั้น

ด้าน นาย สมชัย สูงสว่าง ประธาน Thailand Privilege Card เผยว่า ชาวต่างชาติสมัครสมาชิกบัตรอีลิทการ์ดเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ประเทศไทยประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อปลายเดือน มี.ค. และห้ามสายการบินทั่วโลกบินเข้าไทยเมื่อต้นเดือน เม.ย. โดยสมาชิกรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน อังกฤษ ออสเตรเลียที่ตกค้างอยู่ในไทย

ทั้งนี้ อีลิทการ์ดริเริ่มโดยรัฐบาลไทยเมื่อปี 2003 เพื่อหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกระเป๋าหนัก โดยการเสนอให้พำนักในเมืองไทยได้ 5-20 ปี พร้อมกับสิทธิพิเศษอื่นๆ อาทิ ฟรีรถลีมูซีนรับส่งจากสนามบิน ช่องทางพิเศษตรวจคนเข้าเมืองในสนามบิน มีเจ้าหน้าที่ช่วยประสานงานการรายงานตัวทุกๆ 90 วัน และสิทธิใช้สนามกอล์ฟและสปาฟรี ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกตลอดชีพตั้งแต่ 500,000-2 ล้านบาท

ขอบคุณที่มาข่าว posttoday.com

ข่าวดี กลุ่มตחຫล่น “เราไม่ทิ้งกัน” ลุ้њรับ 3,000 บาท ปลาย ก.ค. นี้

0

ข่าวดี กลุ่ม ตחຫล่น “เราไม่ทิ้งกัน” ลุ้њรับ 3,000 บาท ปลาย ก.ค. นี้

รอประมาณ 1 เดือน รัฐบาลอนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ที่ลงทะเบียนไม่สำເร็ຈตามโครงการเราไม่ทิ้งกัน (5,000 บาท) ของกระทรวงการคลัง

ซึ่งมีจำนวน 302,160 คน ที่ตรวจสอบความซ้ำซ้อนแล้ว ยังไม่เคยได้รับความช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชย จากโครงการของกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 กรอบวงเงินงบประมาณ ไม่เกิน 906 ล้านบาท (906,480,000 บาท)

โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังไปพิจารณากำหนดกลุ่มເป้าหมายและกลไกการความช่วยเหลือให้ชัดเจน และส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ฯพิจารณาใน 1 เดือน

จากจำนวนผู้มีสิทธิ และงบประมาณที่ได้ แสดงว่าจะได้รับกันท่านละ 3,000 บาท ถึงจะช้าไปหน่อยสำหรับความช่วยเหลือ และจำนวนเงินช่วยเหลือจะได้กันท่านละ 3,000 บาท แต่น่าจะจะเป็นประโยชน์เป็นอย่างมากกับผู้ที่ได้รับสิทธิตกหล่น “เราไม่ทิ้งกัน” ในครังนี้

ขอบคุณที่มาภาพ/ข่าว สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 กรมประชาสัมพันธ์

ไขข้อ ส ง สั ย เงินเยียวยา 3,000 บาทกลุ่มเปราะบาง ของกลุ่มเด็กแรกเกิด และผู้พิการ ที่น่าจะเข้าช่วงปลายเดือน มิ.ย. ถึงต้นเดือน ก.ค.นี้

0

ไขข้อ ส ง สั ย เงินเยียวยา 3,000 บาทกลุ่มเปราะบาง ของกลุ่มเด็กแรกเกิด และผู้พิการ ที่น่าจะเข้าช่วงปลายเดือน มิ.ย. ถึงต้นเดือน ก.ค.นี้

จากการที่กลุ่มเปราะบางที่จะได้รับเงินเยียวยา 3,000 บาท ( 1,000 บาท 3 เดือน) มีจำนวนทั้งสิ้น 6,781,881 ราย โดยยึดข้อมูลการจ่ายเงินของกลุ่มเปราะบางเดิม ณ วันที่ 31 พ.ค. 63 เป็นสำคัญ ได้แก่

1. กลุ่มเด็กแรกเกิด จำนวน 1,394,756 ราย คือกลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดอยู่แล้ว และได้รับเงินในเดือน พ.ค. 63

2. กลุ่มผู้สูงอายุ จำนวน 4,056,596 ราย คือกลุ่มที่ได้รับเบี้ยคนชราอยู่แล้ว และได้รับเงินในเดือน พ.ค. 63

3. กลุ่มผู้พิการ จำนวน 1,330,529 ราย คือกลุ่มที่มีบัตรประจำตัวผู้พิการและได้รับเบี้ยผู้พิการอยู่แล้ว และได้รับเงินในเดือน พ.ค. 63

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เงินเยียวยากลุ่มเปราะบางเป็นของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ด้วยความต้องการที่จะใช้งบประมาณให้ได้ประโยชน์สูงสุด และเพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ทั้ง 3 กลุ่มนี้จะต้องไม่ได้รับเงินจากกระทรวงอื่นมาก่อน ได้แก่

1. เงินเยียวยา เราไม่ทิ้งกัน จาก กระทรวงการคลัง

2. เงินเยียวยา เกษตรกร จาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

3. เงินช่วยเหลือประกันสังคม จาก กระทรวงแรงงาน

จากหลักเกณฑ์ดังกล่าว การตรวจสอบความซ้ำซ้อน กลุ่ม เด็กแรกเกิด และผู้พิการ น่าจะตรวจสอบง่ายที่สุดจึงมีข่าวออกมาว่า ทั้ง 2 กลุ่ม เงินน่าจะเข้า ช่วงปลายเดือน มิ.ย. ถึงต้นเดือน ก.ค.นี้ จึงเป็นข่าวดีให้ผู้มีสิทธิใน 2 กลุ่มดังกล่าว ได้วางแผนการใช้เงินได้ถูกต้อง (ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ หากมีความชัดเจนอย่างไรแล้วจะนำเสนอข่าวในภายหลัง)

เงินเข้าอย่างไร

1. เงินจะเข้าไม่ตรงกับเงินอุดหนุนเดิมที่ได้ประจำ เพื่อให้ผู้รับแยกออกว่า เป็นเงินอุดหนุนเดิมที่ได้ประจำ หรือเป็นเงินเยียวยา

2. กลุ่มเด็กแรกเกิด เด็กจะได้ 1 คน ต่อ 1 สิทธิ หากเป็นกลุ่มเด็กแรกเกิด และ เป็นผู้พิการด้วย จะได้แค่สิทธิเดียว โดยเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีเด็กแรกเกิด (เมื่อเงินเข้าให้ไปเช็คที่บัญชีเด็กแรกเกิด)

3. กลุ่มผู้พิการ จะได้ 1 คน ต่อ 1 สิทธิ หากเป็นกลุ่มผู้พิการ และ เป็นผู้สูงอายุด้วย จะได้แค่สิทธิเดียว โดยเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีผู้พิการ (เมื่อเงินเข้าให้ไปเช็คที่บัญชีผู้พิการ)

4. ผู้ที่ไม่มีบัญชี รับเงินอุดหนุนเดิมเป็นเงินสดอยู่ ก็จะได้รับเป็นเงินสด ทาง พม. จะประสานกระทรวงมหาดไทยให้ช่วยเหลือในการจ่ายเงิน ซึ่งทาง เทศบาล หรือ อบต. จะประกาศให้ท่านไปรับเอง ฉะนั้นตอนนี้ ไม่ต้องไปถามที่ เทศบาล หรือ อบต. เพราะเขาไม่รู้วันโอน ให้ติดตามข่าววันโอนจากทาง พม.

ไขข้อสงสัย (รวมรวมข้อมูล ณ วันที่ 22 มิ.ย. 63)

-เงินงบประมาณนี้ มีอยู่แล้ว ทาง พม. ช่วยเหลือแน่นอน ที่ล่าช้าเพราะใช้เวลาตรวจสอบความซ้ำซ้อนของหลายกระทรวง

-ผู้มีสิทธิเกือบ 7 ล้านคน คาดว่าจะทะยอยโอน เหมือนเงินช่วยเหลือของกระทรวงอื่นๆ จึงกำหนดวันโอนเป็น ช่วงปลายเดือน มิ.ย. ถึงต้นเดือน ก.ค. ดังนั้นหากท่านมีสิทธิ และในที่โอนเงินวันแรกเงินไม่เข้า ก็อย่าพึ่งตกใจ

-ไม่ต้องลงทะเบียนอะไรเพิ่มเติม จะยึดฐานข้อมูลเดิมจาก พม.ในเดือนพฤษภาคม และคนที่เพิ่งลงทะเบียน​ใหม่ก็ยังไม่มีสิทธิ์​ได้รับเงินกลุ่ม​เปราะบาง​

-คนที่เงินเข้าครั้งแรกเดือนมิถุนายนจะไม่ได้รับสิทธิ์ เพราะกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ส่งรายชื่อผู้มีสิทธิ์ไปในเดือนพฤษภาคม

-คนที่เคยได้รับเงินอุดหนุนแต่ติดปัญหาต้องแก้ไขทำให้ไม่ได้รับเงินในเดือนพฤษภาคม ทางแอดมินเพจเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจากรัฐบาล ได้สอบถามไปหลายหน่วยงานแต่ยังไม่มีความชัดเจน

-พ่อแม่ที่ได้รับเยียวยาจาก 3 มาตรการคือ เราไม่ทิ้งกัน/เยียวยาเกษตรกร/ว่างงานประกันสังคม ก็จะได้รับเงินกลุ่มเปราะบาง เพราะถือเป็นสิทธิ์ของเด็กไม่เกี่ยวกับพ่อแม่-ผู้ปกครอง

-มีบุตร 2 คน และทั้ง 2 คนได้รับเงินอุดหนุนเด็กจากรัฐ ก็จะได้สิทธิรับเงินเยียวยาทั้ง 2 คน เพราะถือเป็นสิทธิ์ของเด็กแต่ละคน

พ่อแม่ที่รับราชการหรือมีประกันสังคม ไม่ว่าจะมาตราใดก็ตาม หากท่านลงทะเบียนเงินอุดหนุนจากรัฐและมีเงินอุดหนุนเด็กเข้าในวันที่ 8/05/63 คือท่านได้รับสิทธิ์

-หากท่านไม่แน่ใจ สามารถเช็คด้วยตัวเองได้ โดยสอบถามที่ พมจ.ของท่าน หรือโทรสอบถามที่สายด่วน 1300

หากท่านอ่านจบ แอดมินคิดว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้น่าจะตอบคำถามทุกข้อสงสัยแล้วนะครับ แหล่งข้อมูลมาจากสำนักข่าวของรัฐ ไม่น่าจะผิดพลาด ส่านพวกที่มาเม้นถามอีก แสดงว่าไม่ได้อ่านข่าวครับ

ขอบคุณที่มาภาพ/ข่าว สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 กรมประชาสัมพันธ์, และข้อมูลจาก เฟสบุ๊คเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจากรัฐบาล, คำสัมภาษณ์จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

ชัดเจนแล้ว เด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กฯ 600 บาท ณ วันที่ 31 พ.ค.63 จะได้รับเงินเยียวยา 3,000 บาททุกคน

0

ชัดเจนแล้ว เด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กฯ 600 บาท ณ วันที่ 31 พ.ค.63 จะได้รับเงินเยียวยา 3,000 บาททุกคน

ไขข้อสงสัยให้กับบรรดาผู้ปกครอง เกี่ยวกับเงินเยียวยา 3,000 บาทของกลุ่มเปราะบาง ของเด็กแรกเกิด วันนี้มีคำตอบแลัว

หลักเกณฑ์แจกเงินเยียวยา 3,000 บาท สำหรับเด็กแรกเกิด-6 ขวบ จำนวน 1,394,756 คน โดยจะใช้ฐานข้อมูลจากเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กฯ 600 บาท ณ วันที่ 31 พ.ค.63 “ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่” และแม้ว่าพ่อแม่จะได้เงินเยียวยาเราไม่ทิ้งกันหรือเงินเยียวยาเกษตรกร เดือนละ 5,000 บาทมาแล้วก่อนหน้านี้ เด็กก็จะได้รับเงินเยียวยา 3,000 บาทนี้ เพราะเป็นเงินคนละส่วนกัน

สรุป คือ เด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กฯ 600 บาท ในเดือนพฤษภาคม 2563 จะได้รับเงินเยียวยา 3,000 บาทนี้ทุกคน โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีเดียวกับที่รับเงินอุดหนุนเด็กฯ ส่วนวันโอนเงินน่าจะเป็นช่วงปลายเดือน มิ.ย. ถึงต้นเดือน ก.ค.นี้

และจากข้อมูลของทาง พม. เด็กจะได้ 1 คน ต่อ 1 สิทธิ เช่น เป็นเด็ก และ เป็นผู้พิการด้วย จะได้แค่ 3,000 บาท ไม่ใช่ 6,000 บาท โดยเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีเด็กแรกเกิด (เมื่อเงินเข้าให้ไปเช็คที่บัญชีเด็กแรกเกิด)

ขอบคุณที่มาภาพ/ข่าว สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 กรมประชาสัมพันธ์

ผู้ถือ ‘บัตรคนจน’ ใครบ้าง มีสิทธิ์ได้รับ ‘เงินเยียวยา’ 3,000 บาท ได้รับเงินเมื่อไร (มีรายละเอียด)

0

ผู้ถือ ‘บัตรคนจน’ ใครบ้าง มีสิทธิ์ได้รับ ‘เงินเยียวยา’ 3,000 บาท ได้รับเงินเมื่อไร (มีรายละเอียด)

จากการที่รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน ด้วยการแจก “เงินเยียวยา” เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ ร ะ บ า ด ของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโรคโควิด-19 เช่น มาตรการเยียวยา “เราไม่ทิ้งกัน”, เยียวยาเกษตรกร หรือเยียวยากลุ่มเปราะบาง (ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กแรกเกิด)

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบมาตรการจ่ายเงินเยียวยาโควิด-19 ให้กับผู้ถือบัตรคนจน หรือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือเยียวยา จากโครงการอื่นของรัฐ ได้แก่ ผู้ที่ได้รับเงินเยียวยาเราไม่ทิ้งกัน 5,000 บาท, เงินเยียวยาเกษตรกร และ เงินจากกระทรวงแรงงาน จะไม่ได้รับสิทธิ์จากในมาตรการครั้งนี้

โดยผู้ที่ได้รับสิทธิ์ครั้งนี้มีทั้งสิ้น 1,164,222 คน วงเงินรวมทั้งหมด 3,492,666,000 บาท

ผู้ถือบัตรคนจนที่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยานี้ จะได้รับเงินเยียวยาเพิ่มเติมเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือนต่อราย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 รวมเป็นเงิน 3,000 บาทต่อราย

สำหรับเดือนพฤษภาคม 2563 รัฐบาลจะจ่ายเงินย้อนหลังให้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน โดยผู้ถือบัตรคนจนที่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่แต่อย่างใด

ได้รับเงินเมื่อไร เป็นคำถามที่ทุกคนรอคอยคำตอบ ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบความซ้ำซ้อนของผู้มีสิทธิ และตรวจสอบว่าผู้ที่มีสิทธินั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งจะใช้เวลาพอสมควร หากเสร็จทันในเดือนนี้ (มิ.ย.63) รัฐจะโอนเงินให้ครั้งเดียว 2 เดือน(คือของเดือน พ.ค.และ มิ.ย.) แต่ถ้าหากไปเสร็จเอาเดือนหน้า(ก.ค.63) รัฐจะโอนเงินให้ครั้งเดียว 3 เดือนเลย ก็ขอให้อดใจรอสักนิด อย่างช้าสุดภายในเดือน กรกฎาคม 2563 นี้ได้รับแน่นอน

ขอบคุณที่มาข่าว สำนักประชาสัมพันธ์เขต 8 กรมประชาสัมพันธ์ และ www.thansettakij.com

ชาวนามีเฮ! นบข. สนับสนุน ครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท

0

ชาวนามีเฮ! นบข. สนับสนุน ครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท

คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)เห็นชอบโครงการช่วยเหลือชาวนา ปีการผลิต 63/64 พร้อมเงินสนับสนุน สูงสุดได้ครัวเรือนละ 20,000 บาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ซึ่งมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม และนายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/2564 ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 63 – 31 พ.ค. 64 โดยให้ใช้แนวทางการดำเนินการเหมือนปีที่ผ่านมา และให้อนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดกฎเกณฑ์กลางราคาอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไปพิจารณาราคาประกันรายได้ต่อครัวเรือน และนำกลับมาเสนอคณะกรรมการ นบข.อีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้การดูแลชาวนาสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตอย่างแท้จริง

ส่วนมาตรการคู่ขนานประกอบด้วย

1. มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2563/64 ผ่าน

1.1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี วงเงินรวม 1.98 หมื่นล้านบาท

1.2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงินรวม 1.55 หมื่นล้านบาท

1.3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ในอัตราชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 วงเงินรวม 610 ล้านบาท

ทั้ง 3 โครงการนี้ คาดว่าจะสามารถดูดซับอุปทานในช่วงที่ข้าวเปลือกออกมาสู่ตลาดมาก โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 7 ล้านตันข้าวเปลือก

2. โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อัตราสนับสนุน ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ วงเงิน 5.6 หมื่นล้านบาท

3. โครงการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก และโครงการยกระดับคุณภาพและต่อยอดด้านการตลาดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย

“นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย เพราะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต โดยกำชับให้กรมการข้าว หน่วยงานวิจัยภาครัฐและเอกชน รวมถึงเครือข่ายเกษตรกรร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพข้าวและการใช้พันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองให้ได้อย่างกว้างขวาง” นางสาวรัชดา กล่าว

นอกจากนี้ นบข. ยังได้เห็นชอบในหลักการโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ช่วยให้เกษตรกรมีกำลังใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว โดยช่วยเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ (ครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท)

ขอบคุณที่มาข่าว สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 กรมประชาสัมพันธ์

ข่าวดี ธปท. ปรับลดดอกเบี้ย บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล

0

ข่าวดี ธปท. ปรับลดดอกเบี้ย บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล

โดยทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการด้านการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก โ ร ค โควิด-19 (เฟสใหม่) จะเริ่มตั้งแต่ 1 ก.ค.- 31 ธ.ค. 2563 มาตรการประกอบด้วย

– บัตรเครดิต ลดดอกเบี้ยเหลือ 16% ต่อปี (จาก 18% ต่อปี) ถ้าแปลงหนี้เป็นเทอมโลน ลดดอกเบี้ยเหลือ 12% ต่อปี

– บัตรกดเงินสด ลดดอกเบี้ยเหลือ 26% ต่อปี (จาก 28% ต่อปี)

– สินเชื่อส่วนบุคคล ลดดอกเบี้ยเหลือ 25% ต่อปี (จาก 28% ต่อปี) กรณีเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจและ Non Bank ลดดอกเบี้ยเหลือ 22% ต่อปี (จาก 28% ต่อปี)

– สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ลดดอกเบี้ยเหลือ 24% ต่อปี (จาก 28% ต่อปี)

– สินเชื่อเช่าซื้อ ลดดอกลง 1% จากสัญญาเช่าเดิม

– สินเชื่อบ้าน พักจ่ายเงินต้น 3 เดือน ปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดค่างวดและขยายเวลาชำระหนี้ได้

ทั้งนี้ทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกประกาศตามออกมาอีกครั้งหนึ่ง

ขอบคุณที่มาข่าว www.posttoday.com